วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ชาสมุนไพร ประโยชน์มากมาย

ปีนี้ สมุนไพรไทย ดูจะเนื้อหอมเป็นพิเศษ ใครๆก็หันมาสนใจและไม่ได้จำกัดวงเฉพาะบรรดาผู้รักสุขภาพที่ต้องการเสพพวกเนชั่นรอลโปรดักส์เท่านั้น แม้แต่นักธุรกิจทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่อยากจะแปรสภาพวิกฤตเศรษฐกิจให้เป็นโอกาส ต่างก็ทยอยเข้ามาร่วมแจมในวงการ สมุนไพร ด้วยเช่นกัน นัยว่าสินค้าตัวนี้น่าจะเดินในตลาดได้ดี


ชาสมุนไพร จัดเป็นสินค้าอันดับต้น ๆ ที่อยู่ในความสนใจของนักดื่มผู้รักสุขภาพทั้งหลาย รวมทั้งนักธุรกิจที่กำลังจะหาช่องว่างทางการตลาดที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้าง ในแง่ของผู้บริโภค ชาสมุนไพร นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มประจำวันแล้ว ยังเชื่อกันว่าสรรพคุณของสมุนไพร ที่นำมาทำชาชงนี้จะช่วยดูแลและป้องกันสุขภาพได้ด้วย เรียกว่ากินเพื่อป้องกันก็ได้ กินเพื่อรักษาก็ได้ ประเภททูอินวันในถ้วยเดียว
ชาสมุนไพรจึงเป็นเครื่องดื่มที่น่าลิ้มลองสำหรับนักดี่มหน้าใหม่และยัง อาจหาญเข้ามาเบียดแทรกทดแทนคอกาแฟเจ้าเก่าที่หันมาสนใจดูแลสุขภาพ ไม่อยากติดคาเฟอีน อีกต่อไป เล่ากันว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทปูนยักษ์แห่งหนึ่ง เป็นผู้ที่สนใจการดูแลสุขภาพแบบแมกโครไบโอติก ที่เน้นการกินอยู่แบบธรรมชาติ มีนโยบายให้บริษัทใช้ชาสมุนไพรรับแขกแทนกาแฟ ตัวท่านเองก็บอกเลิกกับกาแฟหันมาจิบชาสมุนไพรมานานแล้ว ส่วนพนักงานคนใดที่ยังอยากกินกาแฟ ท่านก็ไม่ได้ห้าม แต่ต้องซื้อมาชงกินเองเท่านั้น
ความที่ชาสมุนไพรเป็นได้ทั้งเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและยานี่เอง จึงมีคำถามตามมาว่า ต้องดื่มมากน้อยขนาดไหนจึงบำรุงสุขภาพ ถ้าดื่มเป็นยาต้องใช้มากน้อยเพียงใด ดื่มไปนาน ๆ แล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่
เรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อนว่า การชงชาคือการ สกัดสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรด้วยความร้อนในช่วงสั้น ๆ เพื่อไม่ให้สารที่ไม่ต้องการออกมามากเกินไป และพืชไม่ต้องสัมผัสกับความร้อนมากจนเสียกลิ่นและรสชาติ ดังที่เกิดในวิธีการใช้ต้ม ส่วนใหญ่แล้วการใช้วิธีชงแบบชา มักจะใช้ในสมุนไพรที่ต้องการคงความอร่อยของกลิ่นรสไว้เพื่อให้ชวนดื่ม เน้นการบำรุงสุขภาพมากกว่าที่จะใช้เป็นยา ซึ่งในกรณีนี้มักไม่มีอันตรายใด ๆ พืชสมุนไพรที่อยู่ในรูปชาชงแบบนี้ก็ได้แก่ ชาเขียว ชาขิง มะตูม ตะไคร้กระเจี๊ยบ ทองพันชั่ง ชาประเภทนี้ ดื่มได้ทั้งวันไม่ต้องคิดมาก
ชาสมุนไพรประเภทที่สองเป็นชนิดที่ใช้ดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพก็ได้ หรือจะใช้ดื่มเป็นยาก็ได้ เช่น ชาหญ้าหนวดแมว รางจืด ดอกคำฝอย หญ้าดอกขาว เป็นต้น คือถ้าจะดื่มบำรุงสุขภาพเช้าหนึ่งถ้วย เย็นหนึ่งถ้วย ดื่มติดต่อกันไปหลาย ๆ วัน ก็ไม่มีอันตรายอะไร แต่หากเกิดมีอาการขัดเบา ปัสสาวะกะปริบกะปรอย อยากใช้ชาหญ้าหนวดแมวที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะช่วยบรรเทาอาการ ถ้าดื่มแค่นี้คงจะไม่เห็นผล หากจะดื่มเพื่อรักษาอาการดังกล่าว ขนาดที่ใช้ดื่มคือ วันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ถ้วย ต้องดื่มอย่างน้อยประมาณ 5-7 วัน จึงจะเห็นผล

ส่วนใครที่มีพิษไข้ ผิดสำแดง หรือต้องการแก้พิษเมื่อเมาต่าง ๆ ก็ต้องดื่มชารางจืดบ่อย ๆ ในช่วงแรก เช่นทุก ๆ 4 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่มีไข้ หรืออาจจะดื่มต่างน้ำไปเลยสัก 2-3 วัน จึงค่อยเลิก สำหรับอาการปวดท้อง ท้องขึ้น เป็นไข้มีอาการไอร่วมด้วย ถ้าจะใช้ชาหญ้าดอกขาวบำบัดอาการ ก็ต้องดื่มวันละ 3 เวลา ครั้งละ 1 แก้ว จนอาการหายดีแล้ว แต่ถ้าอยากดื่มเป็นชาบำรุงสุขภาพ ก็ลดขนาดลงมา
ส่วนชาดอกคำฝอยนั้น มีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิตและขับระดู มักนิยมนำมาชงดื่มแก้อาการดังกล่าว ข้อควรระวังของชาดอกคำฝอย ก็คือ ไม่ควรใช้ ในสตรีมีครรภ์ เพราะดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงเลือดและขับประจำเดือน ถ้าดื่มมาก ๆ อาจแท้งได้
นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากว่า ชาดอกคำฝอยสามารถลดไขมันในเส้นเลือดได้ ความจริงตัวที่ลดไขมันในเส้นเลือดได้นั้นคือ น้ำมันที่สกัดจากดอกคำฝอย ไม่ใช่ดอกคำฝอยที่เราเอามาชงชากันโดยทั่วไป ยังไม่มีรายงาน การทดลองยืนยันว่าชาดอกคำฝอยลดไขมันในเส้นเลือดได้
ชาประเภทสุดท้าย ต้องถือเป็นยาสมุนไพรที่อยู่ในรูปของชามากกว่า คือเอามาแปรรูป เพื่อนำมาใช้ได้สะดวก ง่าย ๆ รวดเร็วทันใจ ชาพวกนี้ ได้แก่ ชาชุมเห็ดเทศ ชามะขามแขก ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ควรกินตามขนาดและระยะเวลาที่กำหนดไว้ พอระบายถ่ายท้องคล่องแล้วก็ควรหยุดดื่มทันที ไม่ควรดื่มติดต่อกันนาน ๆ เป็นประจำทุกวัน เพราะทั้งชาชุมเห็ดเทศและมะขามแขก มีฤทธิ์ไปกระตุ้นลำไส้ หากดื่มติดต่อกันนาน ๆ จะต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้น ถึงจะได้ผลและอาจทำให้ระบบขับถ่ายไม่ทำงานได้
พวกชาที่ชอบโฆษณาว่าช่วยลดความอ้วนได้ ก็มักจะเป็นชาสมุนไพรดังกล่าวมานี้ ถ้าจะใช้ก็ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาด้วย
คงจะพอแยกแยะกันได้บ้างแล้วว่าจะดื่มชาสมุนไพรอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดและปลอดภัย ดื่มอย่างไรจึงเป็นการป้องกันและบำรุงสุขภาพ ดื่มแบบไหนจึงจะใช้เป็นยารักษาโรคและอาการที่ไม่พึงปรารถนา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น