แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรพื้นบ้านเรา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรพื้นบ้านเรา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อาหารคือยารักษาโรค ที่ดีที่สุด

อาหารคือยารักษาโรค กินอย่างไรเป็นอย่างนั้น คำนี้ทุกท่านคงเคยได้ยินมาบ้างแล้ว วันนี้เราลองมาดูความหมายของการกินอย่างไรได้อย่างนั้นกันดีกว่าค่ะ

เหนือสิ่งอื่นใดในชีวิต ทุกคนปรารถนามีสุขภาพดีด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งเราเองเป็นคนกำหนดว่าเราจะเลือกสิ่งดีๆ ให้แก่ตัวเราเอง หรือจะเลือกสิ่งที่จะทำลายสุขภาพ ในบางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เรากำลังเลือกนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วยังมีของแถมที่เกิดโทษแก่ร่างกายตามมาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นผู้เขียนมีความมุ่งหวังจะให้ผู้ที่อ่านบทความนี้ได้นำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ที่เราเห็นและใช้อยู่ทุกวันมาใช้อย่างรู้คุณค่าเกิดประโยชน์ต่อตัวเรา และครอบครัว ป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนในอนาคต เราอาจจะเคยกิน เคยใช้แต่บางคนอาจจะไม่ชอบ ไม่ใช้ด้วยเหตุผลแตกต่างกัน ผู้เขียนขอให้พิจารณาอีกนิดว่า ภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษท่านสั่งสมมา โดยการเอาร่างกายทดลองจนเห็นผลดี แล้วบอกต่อกันมา ให้รุ่นลูกหลานใช้ เราควรจะมองอีกมุมและเปิดใจกว้างยอมรับมาลองปรับใช้ให้เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีในวันนี้ และวันข้างหน้า สมุนไพรในตอนนี้เป็นพืชผักหาง่ายราคาถูกปลูกใช้เองได้
                ผู้เขียนเห็นว่า โรคและอาการบางอย่างเกิดขึ้นจากพฤติกรรม ถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ เลือกกินในสิ่งที่มีประโยชน์ การมีสุขภาพดีจะเกิดอย่างทั่วหน้า อีกทั้งผลดีด้านอื่นๆ จะเกิดกับเราอย่างแน่นอน
                ท่านทราบหรือไม่ว่าหัวหอมที่ท่านนำมาปรุงอาหารเป็นประจำ ทั้งหอมแดง หอมใหญ่ มีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือดได้ มีรายงานการวิจัยหลายชิ้นระบุว่า หัวหอมมีผลการเพิ่ม HDL cholesterol และช่วยลด LDL cholesterol ถ้าท่านรับประทานหัวหอมท่านจะลดภาวะเสี่ยงจากการมีไขมันอุดตันในหลอดเลือดกับภาวะเสี่ยงในการเป็นโรคของระบบประสาท โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง
                เรามารู้จักหอมและวิธีใช้หอมกันดีกว่า

1.หอม
หอมใหญ่  allium cepa linn.
หอมแดง allium ascalonicum linn.
สรรพคุณหรือประโยชน์ทางยา ตามตำรายาไทยช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
การศึกษาวิจัยพบว่า หัวหอมมีประโยชน์ดังนี้
                มีผลต่อการเพิ่ม high density lipoprotein (HDL) cholesterol
                มีผลต่อ low density lipoprotein (LDL) ลดลง


ลดปริมาณ cholesterol ในกระแสเลือด และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ สารสำคัญที่สามารถละลายลิ่มเลือดที่จับตัวขัดขวางทางเดินโลหิตได้ คือ สารไซโคลอัลลิอิน
ขนาดและวิธีใช้
1. หอมหัวใหญ่ ใช้ครึ่งหัว
2. หอมแดง ใช้ 5-6 หัว
รับประทานทุกวัน อย่างน้อย สองเดือน จะรับประทานร่วมกับอาหารอื่นก็ได้ และที่สำคัญถ้าจะให้ผลดีต้องรับประทานสด เช่น เมี่ยงคำ ยำ น้ำพริก ผักแกล้ม เป็นต้น หลังจากที่ได้ทราบคุณค่าทางยาของหัวหอมแล้ว หวังว่าท่านคงจะไม่เขี่ยหอมออกนอกจานต่อไป



2.       กระเทียม
กระเทียม allium sativum linn.
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มีภาพวาดหัวกระเทียมปรากฏบนโลงศพมัมมี่อียิปต์ ประมาณ 3,200 ปีก่อนพระคริสต์ มีการขุดค้นพบกระเทียมฝังเป็นแนวรอบมหาราชวัง knosos  ในกรีซ และในปอมเปอี นอกจากนี้ยังพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าใช้กระเทียมเพื่อรักษา


· อาการปวดศีรษะ เจ็บคอ บำรุงร่างกายที่อ่อนแอ
· กระเทียมช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
· ตำราจีนและญี่ปุ่น ใช้กระเทียมช่วยลดความดัน
· ในสงครามโลกครั้งที่ 1 กระเทียมได้รับการยอมรับในการรักษาโรคไทฟัสและโรคบิด
· ในสงครามโลกครั้งที่ แพทย์ชาวอังกฤษ รักษาแผลสด  เป็นยาฆ่าเชื้อ
                นอกจากนี้ตามตำรายาไทยหลายเล่มยังได้ระบุสรรพคุณและประโยชน์ทางยาของกระเทียมได้หลายอย่าง
· ช่วยขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ บำรุงธาตุ
· ช่วยรักษาโรคกลากเกลื้อน
· ใช้น้ำคั้นหัวกระเทียมผสมน้ำอุ่นและเกลือ ใช้กลั้วคอเพื่อรักษาทอนซิลอักเสบ

สารสำคัญ
                ในหัวกระเทียมสดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 0.1-0.4 % มีสารสำคัญ ที่มีกำมะถันหลายชนิดเช่น alliin, allicin, diallyl disulfide, methyl n-propyl disulfide นอกจากนี้แล้วยังมีกรดกำมะถัน เช่น d-glutamyl-s-methylcysteine ส่วนกลิ่นของกระเทียมเกิดจาการย่อย allylcystein sulfoxide หรือ alliin ซึ่งไม่มีกลิ่นให้เป็นสาร allylthiosulfinote หรือ allicin ด้วยเอนไซม์  allinase

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
                จากการทดลองในสัตว์ทดลองหลายชนิดพบว่ากระเทียมสามารถลดปริมาณของ cholesterol และ triglyceride ในเลือดได้
                ส่วนการทดลองทางคลินิก พบว่า เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยจากกระเทียม กับคนปกติและคนไข้โรคหัวใจที่มีระดับ Cholesterol สูง ในขนาดที่ได้ 0.25 mg /น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 10 เดือน พบว่าระดับ Cholesterol ในเลือดลดลง และเมื่อใช้กระเทียมสดกับคนไข้ที่มีไขมันในเลือดสูง ในขาด 25 กรัม วันละ 3 เวลา เป็นเวลา 25 วัน พบว่า 1ใน 3 ของคนไข้ที่มีระดับ Cholesterol สูง ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอีก 2 ใน 3 ลดลงปกติ สารที่มีฤทธิ์ในการลด Cholesterol คือ allicin กระเทียมกับการลดความดันโลหิต
                พบว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 95 % จากหัวกระเทียมสามารถลดความดันในคนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงได้
กระเทียมกับการลดน้ำตาลในเลือด
                จากผลการทดลองในสัตว์ทดลอง โดยการให้สารสกัดกระเทียมด้วย แอลกอฮอล์ให้กับกระต่ายที่ถูกทำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan โดยให้ในขนาด 0.25 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ เมื่อเทียบกับยา tolbutamide ส่วนสาร allicin มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้พอ ๆ กับ tolbutamide


กระเทียมยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
                น้ำคั้นกระเทียมและกระเทียมผงมีผลต่อการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด รวมทั้งเชื้อ klebsiella pneumoniae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดบวม และเชื้อ mycobaerium tuberculosis อันเป็นสาเหตุของโรควัณโรค สารที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อดังกล่าว คือ สารจำพวกซัลไฟด์ (sulfide) ซึ่งได้แก่ allicin, scordinin และ scordinin A
กระเทียมกับ HIV
                จากการทดลองในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดกระเทียมมีสาร ajoene ซึ่งไม่พบในกระเทียมสด แต่จะพบในกระเทียมที่หมักในน้ำมัน สาร ajoene สามารถป้องกัน CD4  Cell จากการติดเชื้อ HIV และยังช่วยลดการสร้างไวรัสตัวใหม่ในเซลล์ที่ติดเชื้อได้อีกด้วย
ใช้กระเทียมอย่างไร  ในชีวิตเราจะใช้กระเทียมในการประกอบอาหารหลายชนิด เช่น น้ำพริกกะปิ ผัดผัก ผักแกล้มหมูทอดกระเทียม ส้มตำ ฯลฯ แม้แต่เรากินข้าวขาหมูยังมีกระเทียมเป็นผักแกล้ม ถ้าจะอธิบายเป็นแบบสมัยใหม่น่าจะอธิบายได้ว่า เพราะข้าวขาหมูมีไขมันสูง ถ้าเรากินกับกระเทียม เข้าใจว่าจะช่วยลดไขมันที่เรากินไปได้ เราจะกินกระเทียมให้ได้คุณค่าของกระเทียมสูงควรจะใช้
กระเทียมสด ดีที่สุด
กระเทียมไทย ให้ผลสูงสุด
ใช้ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักต่อหนึ่งกิโลกรัม (ประมาณ 10-15 กลีบต่อวัน)
นอกจากนี้กระเทียมยังช่วยรักษาโรคกลากเกลื้อนได้ โดยนำกระเทียมมาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง 5-10 วัน อาการจะดีขึ้นและทาต่อจนกว่าจะหาย

3.       พริก
พริกขี้หนู (cayenne pepper)
พริกชี้ฟ้า (chili Spur pepper)
พริกหยวก (red-pepper หรือ sweet pepper)


พริกเป็นอาหารสมุนไพรที่ใช้กับทุกครัวเรือน ท่านทราบหรือไม่ว่าพริกนั้นมีคุณค่าทางอาหารและคุณค่าทางยาที่วิเศษชนิดหนึ่ง พริกที่เรานำมาปรุงเป็นอาหารจะใช้ทั้ง พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า และพริกหยวก
ในพริกมีสาร capsaicin ซึ่งมีมากในไส้พริก เป็นสารที่มีรสเผ็ด นอกจากนี้ยังมีสาร carotenoid วิตามินซี วิตามินเอ ไขมัน  และ โปรตีน
สรรพคุณ
1. พริกช่วยขับเสมหะ ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง สารแคปไซซินช่วยลดความไวของปอด ต่อการเกิดอาการต่างๆ  เช่น การบวมของเซลล์หลอดลมใหญ่และเล็ก ลดการหดเกร็งเนื้อรอบหลอดลม พริกเผ็ดจึงเป็นประโยชน์ต่อคนที่เป็นหอบหืด เมื่อเราลองกินพริกที่รสเผ็ดๆ น้ำตา น้ำมูกไหล ซึ่งอธิบายได้ว่า พริกช่วยให้เสมหะที่ข้นเหนียว เจือจางลง ร่างกายจะขับเสมหะออกจากหลอดลมได้ง่ายขึ้น
2.  ช่วยสลายลิ่มเลือด  มีรายงานการวิจัย   นายแพทย์สุคนธ์   วิสุทธิพันธ์และคณะ จากศิริราชพยาบาล ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบ 2 กลุ่มคือคนที่ได้รับพริก และไม่ได้รับพริกในอาหาร ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับพริกจะมีการทำงานของร่างกายเพื่อสลายลิ่มเลือดได้เร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับพริก แต่หลังจากกินพริกแล้วครึ่งชั่วโมง ความสามารถในการสลายลิ่มเลือดจะกลับคืนสู่ปกติ และยังมีการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ของชาวอินเดีย เปรียบเทียบชาวไทยกับชาวอเมริกันที่อาศัยในไทยแต่ไม่รับประทานพริก พบว่าคนอเมริกันมี fribrinogen ในเลือดสูง และเลือดมีโอกาสจะจับตัวเป็นลิ่ม และนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจได้ง่ายกว่า ดังนั้นผลดีที่คนไทยใช้พริกประกอบอาหาร โอกาสจะเกิดโรคหัวใจจึงมีน้อยกว่า
3. บรรเทาอาการปวด เช่น ลดอาการปวดฟัน สารแคปไซซิน  ออกฤทธิ์ต่อเซลประสาทโดยชะลอการหลั่งของ neurotransmitter ที่ปลายประสาท substance P ส่งผลให้สมองส่วนกลางรับรู้การเจ็บปวดช้าลง
4. พริกช่วยกระตุ้นสมองส่วนกลางให้หลั่งสารเอ็นดอร์พิน (endorphins) ซึ่งเป็นสารสร้างความสุข เมื่อรับประทานพริกจะเกิดความสุขและเป็นส่วนหนึ่งทำให้อยากเพิ่มขนาดพริกในอาหารขึ้นเรื่อยๆ สารเอ็นดอร์พินมีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน คือ การออกฤทธิ์ทำให้เกิดการผ่อนคลาย ทำให้อยากหลับ (opiates) ซึ่งนั้นก็ให้เกิดความสุขแก่ตัวเราและทำให้ความดันโลหิตลดลง
5. พริกจะช่วยกระตุ้นให้อยากอาหาร
                6.พริกช่วยป้องกันโรคมะเร็ง เนื่องจากในพริกมีทั้งวิตามิน เอ ซี และโปรตีน
ข้อควรระวัง
แม้ว่าพริกจะมีสรรพคุณนานัปการอย่างที่กล่าวแล้ว แต่ท่านต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ควรรับประทานรสเผ็ดจัด และในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือหลอดอาหาร ไม่ควรรับประทานพริกมาก เพราะอาการเจ็บป่วยของท่านอาจเป็นมากขึ้น ไม่ควรทานเผ็ดในช่วงท้องว่าง ควรปรุงเป็นอาหาร ไม่ควรเคี้ยวพริกสด ๆ  เพราะอาจจะเกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร อาจจะทำให้ท่านเป็นแผลเรื้อรังและกลายเป็นมะเร็งได้

4.       พริกไทย  Piper nigrum Linn.
ในพริกไทยมีสารสำคัญทำให้เกิดรสเผ็ดร้อน จะมีที่เปลือกเป็นส่วนใหญ่


สรรพคุณ
1.       ช่วยขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยบำรุงธาตุ เป็นยาอายุวัฒนะ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
2.       ช่วยดับกลิ่นคาว กระตุ้นให้อยากอาหาร และยังใช้เป็นสารถนอมอาหารในสมัยโบราณ
3.       ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ ขับเสมหะ แก้ไอ สะอึก ถูฟันแก้รำมะนาด
4.       กระตุ้นต่อมน้ำลายและน้ำย่อย กระตุ้นให้กล้ามเนื้อในกระเพาะและลำไส้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ  อาหารจะถูกย่อยง่าย
5.       มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
6.       พริกไทยสามารถเร่งให้ตับทำลายสารพิษมากขึ้น  ดังนั้นพริกไทย  อาจมีบทบาทสำคัญในการป้องกันมะเร็งที่เกิดจากสารก่อมะเร็งในอาหารได้
7.       พริกไทยช่วยลดความอยากบุหรี่  และลดความหงุดหงิดได้
สารสำคัญ
                ในพริกไทยมีสารสำคัญหลายชนิด แต่ที่ออกฤทธิ์ทางยา ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย 1-3% ,  สารโอลีโอเรซิน (Oleoresin)  12 – 14 % ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญที่ทำให้มีกลิ่นฉุนและรสร้อน  คือ  ไปเปอรีน  (Piperine)

หนังสืออ้างอิง1.       ปัจจุบัน  เหมหงษา. สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 1, โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. 2541.

Read more ...

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

สมุนไพรไทยใกล้ตัว 2

ตำลึง
ตำลึง มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ผักแคบ(ภาคเหนือ) แคเด๊าะ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

สรรพคุณ :
- ราก มีรสเย็น แก้ตาขึ้นฝ้า ดับพิษทั้งปวง แก้ไข้ แก้อาเจียน ต้มน้ำกินเป็นยาระบาย
- หัว มีรสเย็น ดับพิษทั้งปวง
- ใบ มีรสเย็น ปรุงเป็นยาดับพิษร้อน เช่น ยาเขียว ใบสดตำให้ละเอียด





ทับทิม
ทับทิม มีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า มะเก๊าะ(ภาคเหนือ) พิลา(หนองคาย) พิลาขาว มะก่องแก้ว(น่าน) หมากจัง(เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) เขียะลิ้ว(จีน)

สรรพคุณ :
- เปลือกผลแก่ ตากแห้งรักษาอาการท้องร่วง ฝนกับน้ำข้นๆ กินวันละ 1-2 ครั้ง กินมากเป็นอันตรายได้ หรือฝนกับน้ำทาแก้น้ำกัดเท้า
- ราก ใช้ฆ่าพยาธิตัวตืด
- น้ำทับทิม (จากเนื้อหุ้มเมล็ด) ใช้ลดความดันโลหิต ใช้ร่วมกับบัวบก ลดภาวะโรคเหงือก




สะระแหน่

สรรพคุณ :
- ทั้งต้นสด กินเป็นยาขับลม ขยี้ทาขมับแก้ปวดหัว แก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ ดมแก้ลม ทาแก้ฟกช้ำ บวม








บัวบก
บัวบก มีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า ผักหนอก (ภาคเหนือ) ผักแว่น (ภาคใต้)

สรรพคุณ :
- ทั้งต้น มีรสหอมเย็น แก้ช้ำใน แก้อ่อนเพลีย ขับปัสสาวะ รักษาบาดแผล แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้โรคปวดศีรษะข้างเดียว (ไมเกรน) แก้โรคเรื้อน แก้กามโรค แก้ตับอักเสบ บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง
- ใบ มีรสขม เป็นยาดับร้อน ลดอาการอักเสบบวม แก้ปวดท้อง แก้บิด แก้ดีซ่าน ใบต้มกับน้ำซาวข้าวกินแก้นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ตำพอกหรือต้มน้ำกินแก้ฝีหนอง แก้หัด ต้มกับหมูเนื้อแดงกินแก้ไอกรน
- เมล็ด มีรสขมเย็น แก้บิด แก้ไข้ แก้ปวดศีรษะ
Read more ...

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สมุนไพรไทยใกล้ตัว 1

พืชสมุนไพร เป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันมานาน และมีการนำมาใช้เป็นเครื่องยา อาหาร เครื่องสำอาง และอื่น ๆ การประกอบอาหารมีการใช้ พืชสมุนไพร เครื่องเทศ และผักสวนครัว มาใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนหลายชนิด เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กะเพรา โหระพา ใบแมงลัก
การปลูกพืชสมุนไพรที่เป็นไม้ล้มลุกหรือผักสวนครัว ทำได้เช่นเดียวกับการปลูกพืชทั่วๆ ไป แต่สิ่งสำคัญคือ สรรพคุณที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีความสำคัญ และมีเทคนิคการใช้ ผู้เขียนหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์พอสมควรต่อผู้อ่านซึ่งเป็นผู้บริโภคที่ได้ใกล้ชิดกับต้นไม้ใบหญ้า พืชสมุนไพรใกล้ตัว ที่จะนำเสนอมีดังนี้

กระเจี๊ยบแดง


กระเจี๊ยบแดง มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง) ส้มพอเหมาะ ผักเก็งเค็ง (ภาคเหนือ) ส้มพอดี (ภาคอีสาน) ส้มตะเลงเครง (ตาก) ใบส้มม่า (ระนอง) ส้มปู (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)
สรรพคุณ :
- เมล็ด เป็นยาแก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ
- ทั้งต้น เป็นยาฆ่าตัวจี๊ด เตรียมโดยนำมาใส่หม้อต้ม น้ำ 3 ส่วน เคี่ยวไฟให้งวดเหลือ 1 ส่วน ผสมกับน้ำผึ้งครึ่งหนึ่ง รับประทานวันละ 3 เวลา หรือรับประทานน้ำยาเปล่าๆ จนหมด
- กลีบเลี้ยง ชงกับน้ำรับประทานเพื่อลดความดัน ลดไขมันในเส้นเลือด ทำแยม

กระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น มะเขือทวาย มะเขือมอญ
สรรพคุณ :
- ผลแห้ง ป่นนำมาชงกับน้ำ กินบำบัดโรคกระเพาะอาหาร มีเพคตินและสารเมือกช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร แก้ไอ บำรุงกำลัง
- ผลอ่อน เป็นยาหล่อลื่น ใช้ในโรคหนองใน
- ดอก ลดไขมันในเลือด ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้กระหายน้ำ

กระชาย

กระชาย มีชื่ออื่นๆ เช่น ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ) ละแอน (ภาคเหนือ) กะแอน ขิงทราย (แม่ฮ่องสอน) จี๊ปูชีพู (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) เป๊าะสี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
สรรพคุณ :
- เหง้า เป็นยาแก้โรคปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแห้ง ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด แก้ปวดมวนท้อง
- ราก (นมกระชาย) มีรสเผ็ดร้อน ขม มีสรรพคุณคล้ายโสม แก้กามตายด้าน บำรุงความรู้สึกทางเพศ ทำให้กระชุ่มกระชวย โดยใช้นมกระชายตำและหัวดองสุรา
จากการทดลอง พบว่าใช้สารสกัดแอลกอฮอล์และคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังและแผลในปากได้ดีพอสมควร

กระถิน

กระถิน มีชื่ออื่นๆ เช่น กระถิ่น (ภาคกลาง) บุหงาอินโดนีเซีย (กรุงเทพฯ) กระถินหอม ดอกคำใต้ คำใต้มอนคำ (ภาคเหนือ) มอนคำ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ถิน (ภาคใต้) บุหงาเซียม (มลายู-ภาคใต้) บุหงาละสะมะนา (มลายู-ปัตตานี) เกากรึนอง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
สรรพคุณ :
- ราก มีรสเฝื่อนฝาด กินเป็นยาอายุวัฒนะ ทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ต้มน้ำอมแก้ปวดฟัน แก้อักเสบ
- ยาง เข้ายาแก้ไอ บรรเทาอาการระคายคอ
- ใบอ่อน ตำพอกแก้แผลเรื้อรัง
- ดอก ชงดื่ม แก้อาหารไม่ย่อย ดองเหล้าดื่ม แก้ปวดท้อง

กล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้า มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น กล้วยมะลิอ่อง (จันทบุรี) กล้วยใต้ (เชียงใหม่,เชียงราย) กล้วยอ่อง (ชัยภูมิ) กล้วยตานีอ่อง (อุบลราชธานี)
สรรพคุณ :
- ผลดิบ ใช้รักษาอาการท้องเสียและบิด
- ผลสุก เป็นยาระบายอ่อน ๆ
- หัวปลี เป็นยาแก้ร้อนใน กระหายน้ำ โรคโลหิตจาง บำรุงน้ำนม แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ ลดน้ำตาลในเส้นเลือด

กะเพรา

กะเพรา มีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น กะเพราขน กะเพราขาว กะเพรา (ภาคกลาง) กอมก้อ กอมก้อดง (เชียงใหม่) อีตู่ไทย (ภาคอีสาน)

สรรพคุณ :
- ใช้ทั้งต้น เป็นยาขับลม แก้ปวดท้อง และคลื่นไส้อาเจียน
- รากและต้น มีรสเผ็ดร้อน แก้พิษตาซาง แก้ไข้สันนิบาต แก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ
- ใบ มีรสเผ็ดร้อน บำรุงไฟธาตุ แก้ปวดท้อง ขับผายลม ทำให้เรอ แก้จุกเสียด แก้คลื่นไส้อาเจียน น้ำคั้นจากใบกินขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ทาผิวหนัง แก้กลากเกลื้อน ใบสดหรือแห้ง ชงกับน้ำร้อน ดื่มบำรุงธาตุ ขับลมในเด็กอ่อน
- เมล็ด มีรสเผ็ด กินบำรุงเนื้อหนังให้ชุ่มชื้น

ขมิ้นชัน
ขมิ้นชัน มีชื่ออื่นๆ เช่น ขมิ้น (ภาคกลาง, ภาคใต้) ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้หมิ้น (ภาคใต้)


สรรพคุณ :
- เหง้าสด เป็นยารักษาโรคเหงือกบวมเป็นหนอง รักษาแผลสด แก้โรคกระเพาะ แก้ไข้คลั่งเพ้อ แก้ไข้เรื้อรัง ผอมเหลือง แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องร่วง แก้บิด พอกแผล แก้เคล็ดขัดยอก ขับผายลม คุมธาตุ หยอดตา แก้ตาบวม ตาแดง ทาแก้แผลถลอก แก้โรคผิวหนังผื่นคัน แก้ท้องอืดเฟ้อ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
- เหง้าแห้ง บดเป็นผงเคี่ยวกับน้ำมันพืช ทำน้ำมันใส่แผลสด ผสมน้ำ ทาผิว แก้เม็ดผดผื่นคัน สารสกัดจากเหง้าแห้ง ป้องกันออกซิเดชั่น ชะลอความแก่ของผิวหนัง ทำครีมทาผิว

ข่า
ข่า มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น กฎุกโรหินี (ภาคกลาง) ข่าตาแดง ข่าหยวก ข่าหลวง (ภาคเหนือ) เสะเออเคย สะเอเชย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

สรรพคุณ :
- เหง้าแก่สดหรือแห้ง มีรสเผ็ดร้อน ขม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง ใช้รักษาโรคผิวหนัง (เกลื้อน) แก้โรคบิด แก้ปวดเจ็บเสียดท้อง แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ไฟลวก น้ำร้อนลวก แก้ลมพิษ และโรคลมป่วง แก้สันนิบาตหน้าเพลิง ตำกับน้ำมะขามเปียกและเกลือให้สตรีกินหลังคลอดเพื่อขับน้ำคาวปลา
- หน่อ มีรสเผ็ดร้อน หวาน แก้ลมแน่นหน้าอก บำรุงไฟธาตุ
ขิง
ขิง มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ขิงแกลง ขิงแดง (จันทบุรี) ขิงเผือก (เชียงใหม่) สะเอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
สรรพคุณ :
- ราก มีรสหวาน เผ็ดร้อน ขม แก้ลม บำรุงเสียง แก้พรรดึก แก้คอมีเสมหะ เจริญอาหาร
- เหง้า มีรสเผ็ดร้อน ใช้เหง้าแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่มแก้คลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ
- เหง้าสด ตำคั้นน้ำผสมน้ำมะนาวและเกลือเล็กน้อย จิบแก้ไอ ขับเสมหะ ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียดแน่นเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน แก้หอบไอ ขับเสมหะ แก้บิด และเจริญธาตุ
- ต้น มีรสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ท้องร่วง จุกเสียด
- ใบ มีรสเผ็ดร้อน แก้ฟกช้ำ แก้นิ่ว แก้ขัดปัสสาวะ แก้โรคตา ฆ่าพยาธิ

แคบ้าน
แคบ้าน มีชื่อเรียกอื่นๆ ว่า แค แคบ้านดอกแดง แคขาว (ภาคกลาง) แคแดง (เชียงใหม่)

สรรพคุณ :
- ราก น้ำคั้นจากรากผสมกับน้ำผึ้ง เป็นยาขับเสมหะ
- เปลือกต้น มีรสฝาด ใช้รักษาท้องเดิน แก้บิด มูกเลือด คุมธาตุ ถ้ากินมากทำให้อาเจียน ใช้เป็นยาฝาดสมานทั้งภายนอกและภายใน ชะล้างบาดแผล
- ใบ มีรสจืดมัน แก้ไข้เปลี่ยนฤดู ไข้หวัด ถอนพิษไข้ ดับพิษและถอนพิษอื่นๆ
- ยอดอ่อน ใช้รักษาไข้หัวลม
- ดอก มีรสหวานเย็น แก้ไข้เปลี่ยนฤดู

ชุมเห็ดเทศ
ชุมเห็ดเทศ มีชื่ออื่นเรียกว่า ขี้คาก ลับมืนหลวง หมากกะสิงเทศ (ภาคเหนือ)
ชุมเห็ดใหญ่ ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

สรรพคุณ :
- ฝัก มีรสเอียน แก้พยาธิ เป็นยาระบายขับพยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน
- ใบ เป็นยาถ่าย รักษาขี้กลากและโรคผิวหนังอื่นๆ
- ใบและดอก ทำยาต้มรับประทาน ขับเสมหะในรายที่หลอดลมอักเสบ และแก้หืด
- เมล็ด มีกลิ่นเหม็น รสเอียนเล็กน้อย ใช้ขับพยาธิ แก้ตาซาง แก้ท้องขึ้น
แก้นอนไม่หลับ
ตะไคร้
ตะไคร้ มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น จะไคร้ (ภาคเหนือ) ไคร (ภาคใต้) ห่อวอตะไป่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) คาหอม (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) หัวสิงโต (เขมร-ปราจีนบุรี)

สรรพคุณ :
- เหง้า มีรสหอมปร่า แก้กระษัย แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุ ขับลมในลำไส้ แก้ขัดปัสสาวะ แก้นิ่ว ดับกลิ่นคาว เจริญอาหาร
- ใบ มีรสหอมปร่า แก้ไข้ ลดความดันโลหิต
- ทั้งต้น มีรสหอมปร่า แก้ปวดท้อง หืด ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และบำรุงธาตุ
Read more ...